HOMESTAY หนังดี แต่ยัดฉากรักเยอะเกินไปจนแอบเบื่อ

โฮมสเตย์คือภาพยนตร์ไทยอีกเรื่องนึงที่ผู้เขียนตั้งตาคอยที่จะได้รับชมอย่างมาก ด้วยเนื้อเรื่องที่มีการดัดแปลงมาจากวรรณกรรมญี่ปุ่นชื่อ “Colorful (カラフル)” ว่าด้วยเรื่องราวของวิญญาณเร่ร่อนที่ได้รับรางวัลให้กลับมามีชีวิตใหม่ แต่แลกด้วยการต้องหาคำตอบให้ได้ภายใน 100 วันว่าเจ้าของร่างนี้ตายเพราะใคร ประกอบกับที่มันเป็นภาพยนตร์ซึ่งถูกสร้างโดยค่าย GDH จึงเชื่อมั่นได้ในคุณภาพ นอกจากนี้ก็ต้องยอมรับว่าการที่เฌอปราง อารีย์กุลได้รับบทเป็นนางเอกของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีส่วนบ้างเล็กน้อยที่ดึงดูดให้ผู้เขียนอยากรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้


ภาพยนตร์เปิดเรื่องมาได้อย่างตื่นตาตื่นใจมาก ไม่รีรอชักช้า กระตุ้นความตื่นเต้นซัดฉากอลังการสาดใส่คนดูอย่างไม่ยั้ง และทำให้เราทราบเส้นเรื่องที่หนังต้องการเล่าอย่างชัดเจนตั้งแต่แรก ซึ่งนับว่าดี เพราะหนังมันมีปมหลายอย่างที่ต้องคลายให้ได้ในตอนจบ จะมาค่อย ๆ ปูเรื่องก็อาจชักช้าไม่ทันการ แค่ในฉากแรกก็ทำให้ผู้เขียนรู้สึกประทับใจในงานกราฟฟิกที่ละเมียดละไมทำได้ดีมากไม่ดูถูกคนดูเลย

ภาพยนตร์สร้างปมให้ชวนสงสัยเยอะจนผู้เขียนคิดว่าถ้าคุณเผลอไปเข้าห้องน้ำแค่ 5 นาทีกลับมาก็อาจจะตามไม่ทัน เป็นหนังที่ต้องใช้สมองคิดตามไปทีละขั้น ๆ แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังมีอะไรให้ประหลาดใจได้เสมอ หนังจะพาเราดำดิ่งไปสัมผัสกับชีวิตของมินซึ่งจะค่อย ๆ รับรู้เหตุผลในการจากไปของมินคนก่อนมากขึ้นทีละนิด ๆ หนังมีความหม่น ความเครียดค่อนข้างมาก (และมันเป็นตัวชูโรงให้หนังเรื่องนี้สนุกน่าติดตาม) แต่ก็ยังสอดแทรกเรื่องราวความรักของตัวเอกคือ มินกับพาย เข้ามา ซึ่งในจุดนี้ผู้เขียนรู้สึกว่าบางทีมันก็มากเกินไปจนรู้สึกเบื่อ นอกจากนี้เวลา 100 วันก็ดูจะไม่ค่อยเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเพราะไม่เห็นตัวเอกจะจริงจังค้นหาความจริงมากสักเท่าไหร่(ในช่วงแรก) แต่มันก็ไม่ได้แย่ แค่เป็นช่วงนึงของหนังที่ผู้เขียนรู้สึกไม่อินก็เท่านั้น ฉากอื่น ๆ ของหนังก็ยังสามารถดึงอารมณ์เรากลับมาให้อยากลุ้นกับเรื่องราวต่อไปได้อยู่เรื่อย ๆ


เรื่องฝีมือการแสดง แน่นอนหลายคนคาดหวังกับการแสดงครั้งแรกของเฌอปราง ซึ่งต้องบอกว่าทำได้ดี แม้จะยังเทียบไม่ได้กับระดับมืออาชีพ แต่ก็นับว่ามันเป็นงานแรกที่เธอต้องรับบทหนักมาก มากเกินคาดเลยด้วยซ้ำ และเฌอปรางก็ทำได้ดี มีขัดใจแค่เรื่องจังหวะการพูดนิดหน่อย แต่ยอมรับว่าค่อนข้างประทับใจในฉากดึงอารมณ์เศร้า หม่นหมองในช่วงท้าย ซึ่งทำให้ผมเชื่อได้จริง ๆ ว่าตัวละครกำลังรู้สึกอย่างนั้นอยู่ ส่วน เจมส์ ธีรดนย์ เป็นพระเอกที่ฝีมือการแสดงน่านับถือมาก เทียบชั้นกับนักแสดงรุ่นใหญ่หลาย ๆ คนในเรื่องได้เลย รับรองว่าชายคนนี้อนาคตไกลแน่นอน และเขาคือคนแบกหนังเรื่องนี้ไว้ทั้งเรื่อง

หนังตบหน้าเราหลายครั้ง ทำให้เราเดาไม่ถูกเสียที บางทีคิดว่าถูกแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ไม่ถูกอยู่ดี “สรุปใครฆ่ามินกันแน่” หนังมันสนุกตรงนี้เลยจริง ๆ ถ้าลดฉากรักที่เข้าใจว่าใส่มาเพื่อปูให้คนดูอินกับความสัมพันธ์ของพระนาง ผมกลับคิดว่ามันเยอะเกินจนต้องเอามือเท้าคาง ถ้าลดตรงจุดนี้แล้วไปเพิ่มฉากคลายปมต่าง ๆ ซึ่งก็ค่อนข้างให้คำตอบกับคำถามต่าง ๆ ของหนังได้แหละ แต่บางคำตอบมันก็ยังปูเรื่องมาไม่พอที่จะทำให้คนดูอย่างผมอินตามไปกับมันสักเท่าไหร่ เหมือนแค่เก็บรายละเอียดให้ครบโดยบังคับให้คนดูเชื่อตามไปก็พอ แต่โชคไม่ดีที่ผู้เขียนไม่ค่อยเชื่อ หนังสะท้อนสังคมในมุมมืดได้ดี โดยเฉพาะเรื่องราวของนางเอก แต่ที่ไม่ชอบใจนักคือหนังไม่เฉลยปูมหลังเลยว่านางเอกทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร และมีประเด็นหลายอย่างที่หนังใส่เข้ามาให้เราสงสัย แต่ดันไม่ยอมเคลียร์ประเด็นให้หมด หนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่งแหละ แต่ก็ไม่ได้ดีมากจนถึงขั้นยกขึ้นหิ้ง มีหลายอย่างที่ชอบ และมีหลายอย่างที่ไม่ชอบเช่นกัน ตอนจบภาพยนตร์ทิ้งแง่คิดเป็นคำสอนชีวิตที่ดีว่า “มึงอย่าอินดิวะ มึงแค่มาอยู่โฮมสเตย์เฉย ๆ อะ” ถ้าอยากรู้ว่าเป็นยังไง เชิญรับชมได้ในโรงภาพยนตร์ โดยรวมแล้วคุณจะไม่ผิดหวังกับหนังเรื่องนี้แน่นอน

Avatar

กาย | ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Charcoal