รีวิว ฮาวทูทิ้ง

ฮาวทูทิ้ง: หนังปรัชญาของคนทิ้ง ถูกทิ้ง และถูกบังคับให้ทิ้ง

ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ คือปลายทางหนังไตรภาคชีวิตผู้กำกับเต๋อ นวพล บทสรุปความกลมกล่อมระหว่างความอินดี้และความแมสระดับ 5 ดาว ซึ่งดาวในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคะแนนคุณภาพแต่คือความกึ่งกลางจาก 1 ถึง 10 ระหว่างหนังที่อินดี้ที่สุดคือ Die Tomorrow และหนังที่แมสที่สุดคือ ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ซึ่งเจ้าตัวรับว่าหนังเรื่องล่าสุดของเขาเป็น “The best I can do in 2019” แล้วว่ะแกร! หลังหน้า(ตกลงจะหลังหรือหน้า?)ไทม์ไลน์เฟซบุ๊กของผู้เขียนเต็มไปด้วยไวรัลและรีวิวมากมายจนแทบจะโดนสปอยล์หนังทั้งเรื่องมาอย่างยาวนาน ในที่สุดก็ว่างไปดูเสียที นี่คือหนังที่ผู้เขียนสัมผัสได้ถึงปรัชญาของคนทิ้ง ถูกทิ้ง และถูกบังคับให้ทิ้งที่ไม่ใช่แค่เรื่องการทิ้งของเธอกับเขาแต่เป็นเรื่องการทิ้งของพวกเราทุก ๆ คน

หมายเหตุ: อย่าเพิ่งเข้าใจไปว่าปลายทางหนังไตรภาคชีวิตผู้กำกับเต๋อ นวพลหมายถึงหนังมี 3 ภาคหรือฮาวทูทิ้งคือสารคดีตามติดชีวิตเต๋อ แต่เป็นการเปรียบเปรยการหาจุดกึ่งกลางการทำหนังที่เพิ่งจะสรุปความลงตัวได้เหมือนจบหนังไตรภาค จากภาคแรกโคตรจะอินดี้ ภาคสองแอบแมสนิด ๆ และภาคล่าสุดคือ “ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ” ซึ่งมันกลางที่สุดแล้วสำหรับนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

ซาเล้งมารับซื้อของเก่าจากจีน

หนังผนวกเรื่องราวของการจัดบ้าน การทิ้งของเข้ากับการสะท้อนธรรมชาติความเป็นมนุษย์ สันดานดิบที่แอบซุกซ่อน ความเห็นแก่ตัว การยัดเยียดความคิด และขยี้อารมณ์ของการทิ้งของและทิ้งคนได้อย่างแสบสัน เรื่องย่อธรรมดา ๆ อย่างความต้องการรีโนเวทบ้านใหม่จึงต้องเอาของเก่าที่รกเต็มบ้านไปทิ้งแต่ในหลายอย่างที่โยนเข้าถุงดำไปกลับมีความหลังมากมายยากเกินกว่าจะทิ้งมันไปง่าย ๆ เรื่องราวดำดิ่งเจาะลึกลงไปเรื่อย ๆ กะเทาะความจริงบางอย่างในจิตใจมนุษย์จนกลายเป็นหนังที่แฝงไปด้วยปรัชญาแบบข้นกำลังดีเฉยเลย แม้เต๋อ นวพลจะเคยกล่าวว่าฮาวทูทิ้งคือหนังกลาง ๆ ที่แมสน้อยกว่าฟรีแลนซ์ แต่โดยส่วนตัวของผู้เขียนกลับเห็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ดูง่าย สบาย ๆ แถมมีเสน่ห์มากกว่าเสียอีก แต่ก็เช่นเคยขึ้นชื่อว่ากำกับโดยนวพลแล้วสิ่งแรกที่ควรทราบเลยคือ “หนังเรื่องนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน”

ดูเหมือนหนังจะออกแบบมาขยี้ใจคนยังไม่มูฟออนโดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่เรื่องความรักหนุ่มสาวแต่ยังครอบคลุมถึงความสัมพันธ์ของคนอีกหลายแง่มุม บางครั้งบางคนมองว่าการทิ้งบางสิ่งไม่ว่าของหรือคนก็ไม่ต่างจากโยนอดีตลงหลุมดำ เมื่อทิ้งไปก็เหมือนลบความทรงจำ แต่ความจริงการทิ้งมันมีฝ่ายที่ถูกทิ้งเสมอซึ่งอาจไม่เคยลืม และในอีกมุมหนึ่งคนที่เจ็บปวดจากการถูกทิ้งแต่ไม่เคยมูฟออนก้าวผ่านเขาอาจมีความสุขอยู่กับความทรงจำในอดีตมากกว่าจะยอมถูกใครบางคนสั่งให้ลืมไปเสียเพราะคิดว่านี่คือทางที่ดีกว่า แต่ทางที่ดีของเราคือทางที่ดีของเขาจริงหรือ แท้จริงแล้วมนุษย์ยอมรับความซับซ้อนของกันและกันมากแค่ไหน หรือสุดท้ายเป็นเพียงสัตว์โลกที่เห็นแก่ตัวก็เท่านั้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้คงลายเซ็นของเต๋อ นวพลไว้อย่างเด่นชัด ทุกองค์ประกอบของหนังมันโคตรจะเต๋อ! ทั้งโทนภาพหม่น ๆ เย็น ๆ เหมือนยกญี่ปุ่นมาอยู่กลางกรุงเทพ หน้าเดด ๆ ของตัวละครที่แม้จะยิ้มแต่ก็ยังหน้าตายอยู่(ได้ไงวะ!) แทบตลอดทั้งเรื่อง น้ำเสียงต่ำ ๆ บทสนทนาเรียบ ๆ ช้า ๆ แฝงไปด้วยศัพท์แปลก ๆ ฟังดูวัยรุ่น แม้ดูประดิษฐ์ไปนิดแต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทุกครั้งที่ดูหนังเต๋อผู้เขียนจะรู้สึกยอมรับได้ตลอดเหมือนพูดคำว่า เซอร์ ๆ พังก์ ๆ อยู่เป็นปกติประจำวัน และเพลงประกอบแปลก ๆ หลายอันที่ฟังแล้วน่าหงุดหงิดแต่ดันลงตัว บางอันเพราะดีแต่ทำไมรู้สึกว่าแอบกวนประสาท (ฮ่า ๆ) นอกจากนี้เทคนิคการถ่ายทำที่มีเสน่ห์ไม่พูดถึงไม่ได้คือการถ่าย Long take แช่ภาพยาว ๆ เคลื่อนช้า ๆ ให้ตัวละครค่อย ๆ ถ่ายทอดอารมณ์และปรากฏตัวออกมาในตำแหน่งฉากที่สวยงามพอดิบพอดีเป็นจุดที่ดูไปยิ้มไปหนังเรื่องนี้งานภาพโดดเด่นสวยงามมากจริง ๆ

จีนเอากล้องไปคืนเอ็ม

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงอัดแน่นไปด้วยสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งเต๋อ นวพลได้รับอิทธิพลมาจากหนังแนวทดลองตั้งแต่ครั้งอดีต ซึ่งไม่ได้หมายถึงการทดลองผ่ากบอะไรเทือกนั้นแต่อย่างใด แต่หมายถึงการทดลองแหวกแนวหนังตลาดทั่วไป เช่นเราจะเห็นบางสิ่งแปลก ๆ จากหนังเรื่องนี้คือการใช้อัตราส่วนภาพ 3:2 นั่นเอง สำหรับผู้เขียนแล้วความเพลิดเพลินอย่างหนึ่งจากการชมผลงานของเต๋อคือการใจจดใจจ่อว่าผู้กำกับหนังจะโยนอะไรแปลก ๆ ใส่หน้าคนดูอีก

เอ็มกับมี่พาจีนไปทานอาหาร

ถึงอย่างไรคงต้องบอกกันตามตรงว่าฮาวทูทิ้งไม่ใช่หนังที่สนุก มันไม่มีความตลก ไม่มีอะไรให้ยิ้ม หากกล่าวว่า GDH คือค่ายหนังอารมณ์ดี ดูเหมือนหนังเรื่องนี้เขาจะอารมณ์เสียนิดหน่อยเพราะทั้งเรื่องค่อนข้างดำเนินเรื่องอย่างดิบ ๆ ตรง ๆ ขับความเป็นมนุษย์(ซึ่งส่วนใหญ่จะด้านไม่ดี) และเน้นความมีอารมณ์ร่วมหรือประสบการณ์ร่วมของผู้ชมสูงมาก ซึ่งผู้เขียนมองว่าอาจทำให้ผู้ชมบางกลุ่มเฉยกับหนังเรื่องนี้ ในขณะที่อีกมุมหนึ่งใครที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์มูฟออนไม่ได้หากมาดูหนังเรื่องนี้ต้องมีเสียน้ำตาเป็นแน่ แม้ผู้เขียนจะเคยมีเรื่องราวเป็นทั้งคนทิ้งและคนถูกทิ้ง แต่ปลงทุกอย่างได้หมดแล้วและแกร่งพอที่จะไม่มีอะไรสามารถขุดมันขึ้นมาให้รู้สึกผูกใจเจ็บได้อีก การรับชมหนังเรื่อง “ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ” จึงทำให้ผมรู้สึกได้เพียง “อุ๊ปส์ แรง!” แต่น้ำตาไม่ไหลสักหยด

ข้อควรรู้: “คิดถึงเขียนแบบนี้” จาก Playlist ของนางเอกไม่ใช่เพลงแต่เป็นความในใจของนวพล (ต่อน้อง ๆ วงไอดอลกลุ่มหนึ่งที่เขาเคยไปตามถ่ายสารคดี ;))

Nattakorn

กาย — ผู้ก่อตั้ง Charcoal, เจ้าของนามปากกา Shh!gar ที่มีความหมายแฝงลึกซึ้งมากกว่าแค่ก้อนน้ำตาล