ทุนผูกขาด | หนังอินดี้ | ไม่คู่ควร | สุพรรณหงส์

เคยสงสัยไหมทำไมต่างจังหวัดมักมีแต่หนังพากย์ไทย และต่อให้บางเรื่องคำวิจารณ์ดีให้ตายยังไงถ้าไม่ได้อาศัยอยู่เมืองใหญ่ก็แทบจะอดดู ใครเป็นคนคุมกฎ ใครเป็นคนเลือกว่าหนังเรื่องไหนไม่ควรฉายนอกเมืองกรุง ไม่ใช่รัฐบาล ไม่ใช่โรงหนัง ไม่ใช่แม้กระทั่งค่ายผลิตภาพยนตร์ แต่เป็น “สายหนัง” หนึ่งอาชีพที่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่ในวงการหนังประเทศไทย ผู้ที่เป็นปัจจัยว่าทำไมการรายงานรายได้ภาพยนตร์ต้องมีดอกจันตัวใหญ่ว่า “เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเชียงใหม่” เป็นอาชีพทรงอิทธิพลถึงขนาดอาจกำหนดได้ว่าภาพยนตร์เรื่องใดไม่คู่ควรกับ “รางวัลสุพรรณหงส์”

ฟังดูเหมือนเป็นวายร้ายแต่ความจริง “สายหนัง” หรือเรียกในภาษาที่ผู้อ่านทุกคนเข้าใจคือ “ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์” นับเป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญที่ทำให้การเข้าถึงภาพยนตร์ใหม่ ๆ กระจายไปยังต่างจังหวัดตั้งแต่อดีตกาล แต่ก่อนจะอธิบายถึงบทบาทสายหนัง ผู้เขียนจำเป็นจะต้องเล่าถึงโครงสร้างอุตสาหกรรมภาพยนตร์บ้านเราให้กระจ่างเสียก่อน

ธุรกิจภาพยนตร์บ้านเรามีตัวละครสำคัญหลัก ๆ สามตัว ได้แก่ ผู้ผลิต(ค่ายหนัง), ผู้จัดจำหน่าย(สายหนัง) และโรงภาพยนตร์ แม้ปัจจุบันกระแสสตรีมมิ่งจะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในโลกภาพยนตร์ทั่วโลกแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันรายได้ของหนังเรื่องหนึ่งยังคงมาจากการฉายในโรงเป็นหลัก หลายคนอาจเข้าใจผิดไปแล้วว่ารายได้ของค่ายหนังมาจากการขายตั๋วแบ่งเปอร์เซ็นกับโรงหนังฝั่งละครึ่ง แต่ข้อเท็จจริงนี้เหมือนเหรียญที่กำลังหมุนบนปลายนิ้วมันทั้งถูกและผิดในเวลาเดียวกัน ข้อแรกคือถูกเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเชียงใหม่ ข้อสองคือผิดถ้าเอาคำตอบนี้ไปอธิบายธุรกิจฉายหนังในต่างจังหวัด เนื่องจากการตกลงนำหนังไปฉายในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเชียงใหม่ (เมืองใหญ่) เป็นการตกลงกันโดยตรงระหว่างค่ายหนังกับโรงหนัง มีการแบ่งกำไรจากการขายตั๋วซึ่งมักจะอยู่ในอัตรา 50:50 แต่นอกเหนือจากจังหวัดเหล่านี้จะมีคนกลางระหว่างค่ายหนังกับโรงหนังคือ “สายหนัง” เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะซื้อหนังเรื่องใดในลักษณะ “ขายขาด” จากค่ายเพื่อนำไปฉายในโรงซึ่งขั้นตอนนี้ค่ายหนังจะได้เงินก้อนใหญ่มาก้อนเดียว แต่รายได้จากการฉายในต่างจังหวัดจะตกเป็นของสายหนังและโรงหนังแบ่งกันคนละครึ่งทั้งหมด นี่คือเหตุผลว่าทำไมการรายงานรายได้ภาพยนตร์จึงมีดอกจันว่าเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเชียงใหม่เพราะมันคือรายได้จริงที่ค่ายได้จากการผลิตหนังเรื่องนั้น และมันง่ายต่อการตรวจสอบกว่าการต้องไปขอดูข้อมูลจากสายหนังเพื่อนำตัวเลขมาบวกรวมกัน หากตั้งคำถามต่อไปว่า “แล้วทำไมค่ายไม่จัดจำหน่ายเสียเอง” แม้โอกาสที่หนังเรื่องนึงจะทำเงินให้ค่ายได้มากกว่าที่เป็นอยู่หากลงมือจำหน่ายด้วยตัวเอง แต่ความจริงคือสายหนังมีรากฐานแข็งแรง และทรงอิทธิพลต่อวงการหนังไทยมาก สายหนังแบ่งเป็น 6 สาย กระจายไปคุมทั่วทุกภูมิภาคของไทย ค่ายไม่สามารถนำหนังไปฉายได้เองในแต่ละโรงภาพยนตร์ที่อยู่ในพื้นที่ดูแลของสายนั้น ๆ เช่น สมานฟิล์ม ซึ่งเป็นทั้งสายหนังและทำธุรกิจโรงหนังเสียเอง (SF Cinema) มีสิทธิขาดการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในเขตภาคตะวันออกทั้งหมด สายหนังจึงเป็นผู้ผูกขาดทั้งในเรื่องธุรกิจที่ไม่อาจมีใครไปล้ำเส้นได้ รวมถึงผูกขาดความคิดที่ว่าหนังเรื่องใดควรหรือไม่ที่จะฉายในต่างจังหวัดเพราะหากเขาเชื่อว่าหนังเรื่องใดไม่น่าทำเงินหนังเรื่องนั้นก็หมดโอกาสจะเข้าโรงให้คนต่างจังหวัดได้ดู ไม่ก็มีรอบให้น้อยนิดชนิดเหมือนไม่อยากฉาย แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าค่ายหนังในไทยหลายค่ายไม่ได้ใหญ่ ไม่มีบุคลากร รวมถึงเงินทุนมากพอที่จะดำเนินจัดจำหน่ายภาพยนตร์ด้วยตนเอง สายหนังจึงเข้ามาผ่อนภาระในเรื่องนี้และหากหนังเจ๊งคนที่ต้องทุนจมจากการฉายก็กลายเป็นสายหนัง มันจึงเป็นแง่ดีอย่างหนึ่งที่ค่ายไม่ต้องแบกความเสี่ยงเอง ด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้ธุรกิจสายหนังเติบโต ยิ่งใหญ่ และกลายเป็นผู้มีอิทธิต่อวงการมากมายขนาดนี้

ปัจจุบันอิทธิพลของสายหนังไม่เพียงแต่กำหนดว่าหนังเรื่องไหนควรได้ฉายหรือไม่ แต่อาจรวมถึงกำหนดว่าหนังเรื่องใดไม่คู่ควรจะได้รับ “รางวัลสุพรรณหงส์”

รางวัลสุพรรณหงส์ นับเป็นหนึ่งในงานมอบรางวัลยิ่งใหญ่ระดับชาติเพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลที่มีผลงานดีเด่นในวงการภาพยนตร์ เป็นเวทีที่สปอตไลท์สามารถส่องไปทั่วถึงทุกคนที่มีฝีมือแม้จะตัวเล็กในวงการแค่ไหนก็ตาม เป็นพื้นที่ที่ทำให้เรารู้จักหนังไทยหลายเรื่องที่ไม่เคยได้ฉายในต่างจังหวัด ไม่แม้แต่เคยเห็นการโปรโมทครึกโครมแต่มีดี โดยเฉพาะหนังอิสระหรือหนังอินดี้ที่มีเนื้อหาเฉพาะกลุ่มซึ่งมักเป็นหนังปรัชญา ดูยาก ใช้ความคิดเยอะ จึงไม่เป็นที่นิยมของคนหมู่มากสักเท่าไหร่ แต่มีคุณค่าบางอย่างที่ควรค่าแก่การคว้ารางวัลมานักต่อนักทั้งในประเทศและระดับสากล และเป็นเวทีสร้างชื่อให้บุคลากรในวงการมาหลายยุค แต่ทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปเมื่อบุคคลจาก “สายหนัง” เข้ามามีอิทธิพลต่อการสร้างกฎว่าใครไม่มีแม้แต่สิทธิในการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์

สองวันก่อนที่เฟซบุ๊กของ Nirodha Ruencharoen หรือเอิร์ธ ผู้ชนะการแข่งขันรายการแฟนพันธุ์แท้ (Oscars) ได้เผยให้ทราบว่าเกณฑ์การเสนอชื่อภาพยนตร์เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์มีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากในสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ (ผู้จัดพิธีมอบรางวัล) มีบุคคลจากสายหนังเข้ามาเป็นบุคลากร จึงกำหนดกฎว่าหนังที่จะมีสิทธิได้รับการโหวตต้องเข้าฉายอย่างน้อย 5 จังหวัดคือ นครศรีธรรมราช, นครราชสีมา, ชลบุรี, เชียงใหม่ และกรุงเทพ หรือต้องมีคนดูตั้งแต่ 50,000 คนขึ้นไป ซึ่งอาจทำให้หนังอินดี้หลายเรื่องหมดโอกาสแม้แต่จะได้เสนอชื่อเข้าชิง เพราะสิทธิที่หนังจะได้ฉายหรือไม่ในต่างจังหวัดอยู่ในอำนาจตัดสินใจของสายหนังทั้งสิ้น คล้ายกับว่าภาพยนตร์เรื่องใดที่สายหนังคิดว่า “ไม่คู่ควร” ก็ไม่มีสิทธิฉายและไม่มีสิทธิได้รางวัล

ในเรื่องนี้คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีลายเซ็นชัดเจนในแนวทางหนังอิสระผู้เคยคว้ารางวัลสุพรรณหงส์มาครอบครองหลายสาขาออกมาให้ความเห็นว่า

“ด้วยกฏใหม่นี้ ก็จะทำให้ Where We Belong เกือบจะหลุดเกณฑ์ เพราะเราเลือก exclusive กับโรงเครือเดียว (ถ้าหลุดหมายถึงน้องๆก็จะไม่ได้แม้แต่เข้าชิง) และถึงแม้จะไม่หลุดเกณฑ์ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่โกรธ มีหนังอิสระอีกหลายเรื่อง ที่ควรจะได้เข้าชิงในปีนี้ ไม่ว่าจะ กระเบนราหู นคร-สวรรค์ และอีกหลายเรื่อง พวกเราดิ้นรนและมีตัวตนอยู่ได้ แม้ไม่มากนัก แต่พวกเราก็ไม่ใช่ผี ที่ผ่านมาพวกเราก็พิสูจน์มาหลายต่อหลายปีแล้ว ว่าคุณภาพของหนังไม่ได้วัดกันที่การเข้าถึงที่ถูกผูกขาดจากทุนนิยม แต่ทุนนิยมกำลังพยายามจะลบเราออกจากเกมของพวกเขา ให้เหลือแต่หนังแบบที่คนดูไม่ทันรู้ตัวว่าไม่มีทางเลือก”

เป็นสัญญาณที่ดีในระดับหนึ่งเพราะล่าสุดนายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติคนปัจจุบันได้ออกมาชี้แจงว่าจะขอรับฟังเหตุผลจากกรรมการก่อน พร้อมทิ้งท้ายว่าหนังอินดี้ควรได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมเช่นเดียวกันจึงยังคงมีความหวังว่าภาพยนตร์อิสระอาจยังคงสามารถมีจุดยืนได้ในประเทศไทย ไม่เช่นนั้นสุพรรณหงส์อาจกลายเป็นแค่เวทีของหนังแมสหรือหนังทำเงิน คุณค่าของภาพยนตร์ไทยอาจกลายเป็นแค่เรื่องของการตั้งคำถามว่า “แล้วมันขายได้มากเท่าไหร่ล่ะ?” เพียงเท่านั้น

REF

Avatar

กาย | ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Charcoal