ส่องหาเรื่องราวของแม่ในวิดีโอเกม กับมายาคติความเป็นแม่ในสังคมไทย

“แม่ทุกคนรักลูกเสมอ” ประโยคสั้น ๆ ฟังดูซาบซึ้งที่ถูกกล่อมเกลาปลูกฝังกันมาหลายยุคหลายสมัย ซึ่งมักมาพร้อมกับชุดความคิดเรื่องบุญคุณที่ต้องทดแทน เป็นมายาคติความเป็นครอบครัวอันตื้นเขินไม่มองความเป็นจริง ปฏิเสธการมีอยู่ของแม่ที่ไร้ซึ่งความรักต่อลูก บีบบังคับให้ลูกทุกคนต้องกตัญญู เป็นหนี้บุญคุณโดยไม่ต้องตั้งคำถาม และถึงตั้งคำถามไปก็จะถูกถามกลับมาอยู่ดีว่า “ถามแบบนี้เพื่ออะไร”

วรรณกรรมสะท้อนความเป็นจริงของสังคมฉันใด วิดีโอเกมก็สะท้อนสังคมในยุคปัจจุบันได้ฉันนั้น เพราะสิ่งเหล่านี้ต่างถูกสรรสร้างโดยมนุษย์ กลั่นกรองออกมาจากประสบการณ์ ความเชื่อ ความคิด จินตนาการ เป็นผลงานจากปลายปากกาของนักเขียน และปลายนิ้วมือกดแป้นพิมพ์ของนักพัฒนาเกม โดยเฉพาะเกมที่มีเนื้อเรื่องนั้นมันแทบไม่ต่างจากการอ่านวรรณกรรม หรือการดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเลยด้วยซ้ำ และแม้จะไม่ค่อยมีการกล่าวถึงมากนัก แต่เรื่องราวความเป็นแม่ในวิดีโอเกมก็พอมีให้เห็นอยู่บ้างพอประปราย

คำเตือน ข้อความต่อไปนี้จะเปิดเผยเนื้อหาสำคัญภายในเกม God of War (PS4)

ความเป็นแม่มันฟังดูยิ่งใหญ่ ไม่ธรรมดา เต็มไปด้วยมายาคติที่ปลูกฝังว่ามีลูกแล้วต้องดีใจ ต้องรักทันทีตั้งแต่อยู่ในท้อง รักแบบไม่มีเงื่อนไข สังคมไทยกล่อมเกลาชุดความคิดเหล่านี้มานมนานจนแม่คนไหนที่ผิดแปลกไปจากค่านิยมเหล่านี้คือเลว เป็นแม่ที่บกพร่อง ยิ่งกว่านั้นแม่ที่ทำแท้งเพราะท้องไม่พร้อมจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนบาป น่าอับอาย แม้แต่กฎหมายยังมีข้อยกเว้นเรื่องการทำแท้งที่ค่อนข้างจำกัด เพราะมันถือเป็นเรื่องของศีลธรรมอันดี แต่แม่ซึ่งรักลูกมากชนิดที่ตายแทนกันได้มีจริงไหม คำถามนี้ตอบได้อย่างมั่นใจ และเชื่อว่าทุกคนคงเห็นตรงกันว่ามี และเป็นแบบนี้ทั่วโลก อย่างในวัฒนธรรมตะวันตกก็สะท้อนออกมาให้เห็นได้จากเรื่องราวของเฟรยา ตัวละครเทพีแห่งความรักตามตำนานเทพนอร์สจากเกม God of War ซึ่งเครโทส กับบุตรชายเอเทรียสพบเจอโดยบังเอิญ และได้รับความช่วยเหลือหลายครั้ง แต่บุตรของนางดันเป็นตัวร้ายของเกมนามว่าบัลเดอร์ ชายผู้ถูกเวทมนตร์ของมารดาเสกให้เป็นอมตะ ไม่มีสิ่งใดจะทำภยันตรายได้ มีเพียงการสัมผัสต้นมิสเซิลโทเท่านั้นที่จะทำให้คาถาเสื่อมลง ทั้งนี้ต้องแลกมาด้วยการไร้ความรู้สึกทางประสาทสัมผัสทั้งหมด ทำให้บัลเดอร์โกรธแค้นแม่ของตนมากเพราะทำให้เขาต้องอยู่อย่างไร้ความสุข แค้นถึงขนาดจะฆ่าให้ตาย แต่แม่นั้นรักลูกเสียยิ่งกว่าเหตุผลใด แม้ท้ายที่สุดบัลเดอร์จะตอบแทนความรักด้วยการบีบคอแม่กะให้ตายคามือ เฟรยาก็ไม่หันหนี และยินดีที่จะรับการชดใช้ความแค้นของลูกชายด้วยความตาย โดยทิ้งประโยคสุดท้ายว่า “แม่รักลูกนะ”

แม่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ แต่บางทีสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับแม่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดของลูกเสมอไป ดังในเรื่องราวของเฟรยา มันเป็นอีกมายาคติที่คนไทยจำนวนมากยึดถือ ปฏิเสธแนวคิดว่าแม่ก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่อาจผิดพลาดได้เหมือนกัน ลูกหลายคนต้องจำยอมให้แม่กำหนดทุกสิ่งในชีวิตตั้งแต่การเรียน อาชีพ ครอบครัว แต่ในอีกมุมหนึ่งหลายครอบครัวก็เปิดกว้างให้ลูกมีชีวิตตามใจปรารถนา หากให้ยกตัวอย่างเป็นเรื่องราวในวิดีโอเกมก็คงเป็นเรื่องราวของโปเกม่อนกระมัง ซึ่งภาคล่าสุดที่ผู้เขียนเล่นคงต้องย้อนกลับไปหลายสิบปีสมัยเครื่องเกมบอยคัลเลอร์ ไม่ว่าภาคไหน ๆ ล้วนเริ่มเรื่องราวจากการบอกลาคุณแม่ออกไปผจญภัย ระหว่างเส้นทางแม่จะส่งของที่มีประโยชน์เป็นไอเท็มต่าง ๆ มาให้เราเสมอ หรือเมื่อครั้งเรากลับไปบ้าน แม่นี่แหละที่จะเลี้ยงดูปูเสื่อฟื้นฟูสุขภาพโปเกม่อนของเราให้เลือดเต็มหลอดอยู่ทุกที เรียกได้ว่าชีวิตนี้เราเป็นคนเลือก และแม่จะคอยเป็นคนสนับสนุนอยู่ข้าง ๆ เอง

แต่ถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับว่ามิใช่แม่ทุกคนจะรักลูก น่าแปลกที่โลกซึ่งข้อมูลข่าวสารเข้าถึงได้อย่างง่ายดายในปัจจุบันกลับยังมีคนเชื่อฝังหัวว่า “แม่ทุกคนรักลูกเสมอ” มองข้ามความเป็นจริงที่มีข่าวออกมาหนาหูว่าแม่บางคนทิ้งลูก ทำร้าย ไม่สนใจไยดี หากเปรียบเป็นวิดีโอเกมก็คงเหมือนคุณแม่ใน The Sims ที่หลายคนไปท้องกับผู้ชายมากหน้าหลายตา ลามไปยันกับเอเลี่ยน หรือกระทั่งยมทูต! จนมีลูกหลานคลานเต็มเมือง จำไม่ได้แล้วว่าลูกใครแต่ก็ยังไป WooHoo กับชายไม่ซ้ำหน้าแต่ละวัน แม้ในโลกแห่งเกมมันจะดูขำขันไปนิด แต่หันมามองโลกความเป็นจริงกลับขำไม่ออก เพราะมันมีเรื่องแบบนี้จริง ๆ ยกเว้นเรื่องเอเลี่ยนกับยมทูตอะนะ

เราเชื่อว่าความรักมันต้องเกิดจากความรู้สึก ไม่ใช่รักเพราะคนอื่นบอกให้รัก หรือมายาคติหล่อหลอมมาให้รัก และความรักของแม่แต่ละครอบครัวก็แตกต่างกันคล้ายเช่นวิดีโอเกมทั้งสาม เราบังคับลูกให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้อาจไม่ใช่จงเกลียดจงชัง แต่บางทีเกิดจากการรักลูกในทางที่ผิดควรปรับระดับให้อิสระเขาบ้าง เราให้อิสระลูกไม่ใช่ว่าไม่ห่วง แค่อยากให้สามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตนเอง ความรักมันก็มีทั้งด้านดีด้านเสีย ด้านถูกและผิด นอกจากนี้ในมุมที่ร้ายที่สุดคือแม่ที่ไม่ได้รักลูกนั้นมีอยู่จริง ดังนั้นผู้เขียนเห็นว่าไม่ควรจะเอาความคิดที่ไม่สามารถยืนยันว่าเป็นสัจธรรมไปตัดสินว่าครอบครัวไหนควรเป็นอย่างไร ซึ่งหมายถึงเรื่องการเป็นแม่เมื่อพร้อมอีกด้วย เราไม่ควรปล่อยให้มายาคติกล่อมเกลาให้แม่ที่ยังไม่พร้อมจะมีลูก ต้องรักลูก ต้องคลอดออกมาเท่านั้น ปล่อยให้อิทธิพลทางความเชื่อมาสร้างปัญหาให้เด็กที่เกิดใหม่กลายเป็นภาระของพ่อแม่ที่ไม่พร้อม จนถึงที่สุดกลายเป็นปัญหาสังคมที่แก้เท่าไหร่ก็แก้ไม่หมด

นอกจากนี้เรื่องครอบครัวมันไม่ควรเป็นเรื่องของหนี้บุญคุณที่ต้องตอบแทน ทำไมเราไม่สอนเรื่องครอบครัวกันใหม่ให้ตอบแทนความรักด้วยความรัก ลูก ๆ คอยดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่าเพราะเรารักท่าน ไม่ใช่เราต้องดูแลเพราะท่านเป็นพ่อแม่เรา มันไม่ควรเป็นเงื่อนไข ดังที่บางครอบครัวประสบปัญหาว่าพ่อแม่ทิ้งไปยามเด็กแล้วกลับมาให้เราดูแลยามแก่ มันค่อนข้างจะมีความสับสนทางความรู้สึกว่าเราต้องดูแลเขาไหม เขาเป็นผู้ให้กำเนิดเราตามมายาคติบอกให้ต้องดูแล แต่ในความรู้สึกเรากลับสงสัยในความรักว่าเรารักเขาไหม เขารักเราไหม และถ้าไม่รักแล้วเราต้องทำอย่างไรงั้นเหรอ หรือความกตัญญู หนี้บุญคุณทางสายเลือดมันสำคัญกว่าความรักที่เกิดขึ้นในจิตใจกัน

REF

Nattakorn

กาย — ผู้ก่อตั้ง Charcoal, เจ้าของนามปากกา Shh!gar ที่มีความหมายแฝงลึกซึ้งมากกว่าแค่ก้อนน้ำตาล