รีวิวความประทับใจ BNK48 D-DAY – Jiradapa Produced Concert

ก่อนอื่นข้าพเจ้าต้องขอขอบคุณอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะพรจากฟ้า บุญกรรมที่ทำมา หรืออัลกอริทึ่มของเว็บไซต์ขายตั๋วที่ส่งผลให้ผู้เขียนเป็นหนึ่งในผู้โชคดีหนึ่งพันคนที่ได้รับสิทธิ์ในการสั่งซื้อบัตรคอนเสิร์ตในครั้งนี้ เพราะนี่คือคอนเสิร์ตอันทรงพลัง แปลกใหม่ และน่าประทับใจมากถึงขนาดแอบนึกเสียใจแทนแฟนคลับที่พลาดโอกาสในการรับชมเป็นอย่างยิ่ง และหวังว่าในอนาคตจะมีบันทึกการแสดงสดในครั้งนี้ออกเผยแพร่ให้รับชมโดยทั่วกัน แต่ก่อนวันนั้นจะมาถึง ผู้เขียนขออนุญาตบรรยายความรู้สึกหลังชม “BNK48 D-DAY – Jiradapa Produced Concert” เป็นบทความนี้

ผู้เขียนไปถึงบริเวณโรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศอันเป็นสถานที่จัดแสดงคอนเสิร์ต เวลาราว ๆ สี่โมงเย็น พบบรรยากาศฝูงชนที่คุ้นเคยแต่แปลกตาเล็กน้อยเพราะจำนวนคนมีไม่มากเหมือนงานอื่น ๆ ของ BNK48 ซึ่งนั่นเพราะการแสดงครั้งนี้จำกัดผู้เข้าชมเพียงแค่หนึ่งพันคนเท่านั้น น่าแปลกดีที่ได้พบคนคุ้นหน้าค่าตาหลากหลายคน แม้ตามจริงจะไม่เคยรู้จักหรือสนทนาเป็นการส่วนตัวเลยสักครั้ง บรรยากาศก่อนเริ่มงานเป็นไปด้วยความจอแจ คนรู้จักพูดคุยทักทายแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน ส่วนผู้เขียนเองนั้นได้แต่ยืนจดจ่อสายตาไปยังจอภาพฉายวิดีโอทีเซอร์คอนเสิร์ต 26 วินาทีวนซ้ำไปซ้ำมาครั้งแล้วครั้งเล่า รอเวลาประตูเปิดให้เข้าโรงละคร และ 17:00 น. เจ้าหน้าที่ก็อนุญาตให้ผู้ชมเข้างาน ผมได้ที่นั่งตรงกลาง ชั้น 1 นับว่าเป็นตำแหน่งค่อนข้างดี เพราะมันเป็นจุดที่ผู้แสดงจะสื่อสารทางตา (Eye Contact) มายังผู้ชมบริเวณนี้เป็นหลัก จึงเหมือนกับว่าเราจะสบตากับนักแสดงบนเวทีแทบจะตลอดเวลา

คอนเสิร์ตจัดเต็ม 3 ชั่วโมง

เริ่มตั้งแต่เวลา 18:48 น. ไปจนถึงราว ๆ 22:00 น. แสดงทั้งสิ้น 19 เพลง มีทั้งเพลงจากทุกซิงเกิ้ล และเพลงจากเธียร์เตอร์ รวมถึงเพลงที่ถูกบรรจุในซิงเกิ้ลที่ 5 อย่าง “Temodemo no Namida – ถึงแม้จะมีน้ำตา” ก็ถูกหยิบมาร้องในคอนเสิร์ตครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ทุกเพลงคือการร้องสด 100% ไม่มีลิปซิงค์ ไม่มีเปิดเสียงร้องคลอ ซึ่งทุกคนทำได้น่าประทับใจ ดีจนถึงดีมากเลยทีเดียว ที่สำคัญในการแสดงครั้งนี้ทุกคนมี In Ear Monitor ใช้แล้ว! นี่คือสิ่งที่ผมรอมานานมากจริง ๆ

การแสดงเริ่มเพลงแรกด้วย “Yume e no Route – หมื่นเส้นทาง” ซึ่งครั้งท้ายสุดที่ผู้เขียนมีโอกาสได้รับชมนั่นคือในการแสดงครั้งแรกบนคอนเสิร์ต 1st 2gether เมื่อกลางเดือนกันยายน มันจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกคิดถึง และดีใจปลาบปลื้มมากที่ได้ชมการแสดงเพลงนี้อีกครั้ง ทุกคนร้องเต้นเพลงหมื่นเส้นทางเปิดฤกษ์ให้กับงานนี้ได้อย่างงดงาม

โจทย์หลักของคอนเสิร์ตครั้งนี้

ที่ปูเป้ได้รับมาจากฝ่ายบริหารคือต้องให้สมาชิกของเพลง “หมื่นเส้นทาง” ผู้ที่ยังไม่เคยติดเซ็มบัตสึเพลงหลัก ได้แก่ เคท, น้ำใส, จิ๊บ, นิ้ง และเปี่ยม ต้องได้เป็นเซ็นเตอร์ในการแสดงอย่างน้อย 1 เพลง โดยผู้เขียนจะบรรยายความรู้สึกในแต่ละเพลงที่สมาชิกทั้ง 5 คนได้เป็นเซ็นเตอร์ตามลำดับการแสดงดังต่อไปนี้่

1.Classmate – เพื่อนคนพิเศษ

(Kate*, Jane, Namsai, Satchan, Nink) เพลงนี้เป็นเพลงในเธียร์เตอร์ซึ่งคนที่ไม่เคยเข้าไปรับชมอาจจะไม่เคยฟังมาก่อน แน่นอนว่าผู้เขียนเป็นอีกคนที่ไม่เคยสุ่มจองตั๋วได้ นี่จึงเป็นการชมการแสดงเพลงนี้ครั้งแรก ความรู้สึกแรกที่ได้ชมคือ “เคทสวยมาก!” ดูโดดเด่นสง่าน่ารักสมกับตำแหน่งกึ่งกลาง เรื่องฝีมือการร้องรวม ๆ ทุกคนทำได้ดี และแม้ผมพยายามกวาดสายตามองสมาชิกเพลงโดยทั่วแล้ว ก็ไม่อาจละสายตาจากเคทได้เลย เธอสวยสง่าดึงดูดสายตามากจริง ๆ

2.Shonichi – วันแรก

(Center : Jib) เปิดฉากด้วยแสงไฟสาดส่องไปยังเปียโนที่บรรเลงเพลงแบบอะคูสติกส์โดยเคท สร้างความฮือฮาให้ผู้ชมลั่นโรงละคร แม้ช่วงแรกจะดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัดจนผู้เขียนแอบเป็นห่วงอยู่เล็กน้อย แต่เคทก็ทำได้ดีจนจบ เพลงนี้สร้างความประทับใจให้ผมจนขนลุก และมันเป็นเพลงที่ติดตราตรึงใจอันดับหนึ่งในคอนเสิร์ตครั้งนี้สำหรับผม เพราะเซ็นเตอร์เพลงนี้ “จิ๊บ” เธอร้องนำได้ไพเราะ ทรงพลัง และสื่อความรู้สึกออกมาได้อย่างมหาศาลมาก ๆ สารภาพว่าผมเองถึงกับน้ำตาซึม ราวกับถูกดึงให้ไปอยู่ในอีกโลกนึงซึ่งจิ๊บกำลังร่ำร้องถึงความเจ็บปวด ความพยายามฝ่าฟันอุปสรรค จนที่สุดก็ได้มายืนอยู่ ณ จุด ๆ นี้ จุดที่ทุกสายตาจะจับจ้อง แสงไฟจะสาดส่อง และให้เธอได้เปล่งประกายเสียที

3.River (Center : Piam & Jib)

บอกตามตรงว่าผมค่อนข้างตื่นเต้นที่จะได้เห็นตัวจริงเปี่ยมหลังจากเปลี่ยนทรงผมใหม่ และวันนี้ขอบอกว่ามันเกินกว่าคำว่าประทับใจเสียอีก แม้เธอจะสารภาพภายหลังว่าร้องผิดเนื้อไปนิดในตอนเริ่มเพลง (ตอนแรกผมก็คิดในใจว่ามันมีอะไรแปลก ๆ นา แต่ก็ไม่แน่ใจ) แต่มันก็ไม่ได้สร้างผลลัพธ์ที่แย่อะไรกับการแสดงนี้เลย เปี่ยมในทรงผมใหม่ที่เข้ากับเธอมาก ๆ พร้อมกับน้ำเสียง และท่าเต้นที่แสนจะดุดัน มันเป็นอะไรที่สุดยอด โดยเฉพาะเมื่อร้องประสานกับจิ๊บ จากที่เพลงนี้เป็นเพลงเท่ ๆ แข็งแรง ๆ อยู่แล้ว พอได้เปี่ยมกับจิ๊บมาอยู่ตรงกลางมันคือความแตกต่างจากต้นฉบับที่โคตรจะดุเดือด เธอทำได้ดีไม่แพ้เซ็นเตอร์เจ้าของเพลงอย่างอรเลย ประทับใจมาก

4.Oogoe Diamond – ก็ชอบ ให้รู้ว่าชอบ

(Namsai*) เป็นการเลือกเซ็นเตอร์ได้เข้ากับเพลงมากอีกเพลงหนึ่ง ตามจริงไม่เพียงแค่เซ็นเตอร์ แต่รวมถึงสมาชิกในแต่ละเพลงถูกคัดเลือกมาได้เข้ากับบุคลิกลักษณะของสมาชิกแต่ละคนมาก ๆ และมันรีดพลัง ความสามารถของแต่ละคนออกมาได้จริง ๆ ซึ่งเพลงนี้น้ำใส สาดความสดใสออกมาเต็มเปี่ยม อนึ่ง ตอนท้ายคอนเสิร์ตน้ำใสบอกว่าดีใจมากที่ได้เป็นเซ็นเตอร์เพลงนี้ เพราะมันคือเพลงที่มิวสิคคือเซ็นเตอร์ และน้ำใสสัญญากับมิวสิคกลางคอนเสิร์ตว่าจะเป็นเซ็มบัตสึในเพลงที่มิวสิคเป็นเซ็นเตอร์อีกครั้งให้ได้

5.Kimi wa Melody – เธอคือ…เมโลดี้

(Nink*) เพลงนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษมาก นอกจากการที่นิ้งเป็นเซ็นเตอร์ เพราะสายตาผมแทบจะจับจ้องไปที่นิ้งเพียงคนเดียว เรารับรู้ได้ถึงความพยายาม ความตั้งใจที่จะสื่อสารไปยังคนดูอย่างมากของนิ้ง ดูออกเลยว่าเธอดีใจ และตั้งใจมากกับการยืนบนตำแหน่งกึ่งกลาง และผู้เขียนก็เชื่อว่าผู้ชมก็ดีใจนะที่นิ้งได้แสดงความสามารถให้คนดูอย่างสุดแรงจนเราสัมผัสได้จริง ๆ

6.365nichi no Kamihikouki – 365 วันกับเครื่องบินกระดาษ

(Center : Kate) เพลงนี้เคทได้เป็นเซ็นเตอร์ โดยรวมแล้วร้องนำได้ดีพอสมควร แม้จะไม่ได้โดดเด่นมากเรื่องเสียง แต่ด้วยบุคลิกลักษณะ เสน่ห์ในตัวเคท มันสะกดคนดูได้อยู่หมัด สารภาพตามตรงว่าผมชักตกหลุมรักสาวน้อยคนนี้เสียแล้ว

นอกจากเพลงเหล่านี้ยังมีอีกหลายเพลงที่ผู้เขียนประทับใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ 2 เพลงนี้คือ Skirt Hirari – พลิ้ว และ Kiss wa Dame yo – จูบ…ไม่ได้นะ เพราะมันเป็นการจัดยูนิตที่แม้จะดูสลับขั้วกันอย่างแปลกประหลาด แต่กลับลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเพลงพลิ้วปกติจะเป็นเพลงที่ดูเหมาะกับเด็กสาวมาเต้นร้องกัน แต่คราวนี้กลับจัดทีมเป็น Jennis, Namneung, Mind, Izurina, Korn จึงทำให้เพลงนี้แอบดูเซ็กซี่ขึ้นมาทันที และมันออกมาดีเหลือเชื่อ ส่วนเพลง Kiss wa Dame yo ที่ปกติจะเน้นเซ็กซี่ กลับใช้สมาชิกที่ดูเด็ก ๆ อย่าง Jaa, Jib, Piam ซึ่งผลลัพธ์มันออกออกมาเกินคาดหมายมาก สำหรับผู้เขียนมันไม่ค่อยเซ็กซี่นะ แต่ค่อนข้างออกไปทางเท่ที่ยังคงมีความยั่วยวนนิด ๆ โดยจ๋าเป็นเซ็นเตอร์ที่จัดเต็มมาก ดึงสายตาคนดูได้อยู่หมัด

อีกสองเพลงที่ผู้เขียนชอบเป็นพิเศษคือ Anata to Christmas Eve – คำสัญญาแห่งคริสต์มาสอีฟ ที่ได้มิโอริ กับอิรึตะรินะ มาร้องคู่กัน เสียงร้องของทั้งสองคนละมุนมาก เพราะบาดใจ ร้องเป็นภาษาญี่ปุ่นราว 70% และภาษาไทยราว 30% แม้ท้ายคอนเสิร์ตมิโอริจะบอกว่าทำได้ไม่ดีจนอยากร้องอีกครั้งหากตนได้โปรดิวซ์คอนเสิร์ตของตัวเอง จนทีมงานถึงกับเปิดเพลงให้ร้องซ้ำกันอีกครั้ง ณ ตอนนั้นเลย ผลออกมาก็ยังคงทำได้ดี แต่มิโอริก็ยังคงมีสีหน้ากังวลใจอยู่ อีกเพลงก็คือ Temodemo no Namida – ถึงแม้จะมีน้ำตา ที่ได้ปูเป้กับไข่มุกมาร้องคู่กัน ขอชื่นชมเรื่องศักยภาพในการร้องของทั้งสองคนที่ทำได้ดีมาก โดยส่วนตัวผู้เขียนชอบยิ่งกว่าต้นฉบับของเฌอปราง และมิวสิคเมื่อครั้งแสดงในงาน 1st 2gether เสียอีก

ขออนุญาตรูปถ่ายจาก BNK48Shihainin

แต่ไม่ใช่ว่างานจะไม่มีข้อติเลย ในช่วงเพลงแรก ๆ เสียงไมค์ค่อนข้างเบาจนเสียงดนตรีกลบเสียงร้องไปพอสมควร แต่ก็แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วในภายหลัง และช่วงท้าย ๆ มีปัญหาไมค์ไม่ติด รวมถึงมีข้อผิดพลาดเรื่องตำแหน่งการยืนแต่ละเพลงบ้างเล็กน้อย ซึ่งถ้าไม่สังเกตุอาจมองไม่เห็น แต่ต้องขอชื่นชมที่ครั้งนี้แก้ปัญหาเรื่อง Dead air ได้ดีกว่างาน 1st 2gether มาก เพราะช่วงเงียบระหว่างเปลี่ยนเพลงมันสั้นกระชับ ไม่ปล่อยให้คนดูรอเลย

ขออนุญาตรูปถ่ายจาก BNK48Shihainin

สุดท้ายนี้ขอชื่นชมปูเป้ในฐานะสมาชิกวง และโปรดิวเซอร์ของคอนเสิร์ตนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะคุณแค่แสดงเต้นร้องได้ดี แต่ยังเลือกสมาชิก รวมถึงเซ็นเตอร์ในแต่ละเพลงได้อย่างน่าชื่นชม เพราะทุกเพลงสามารถรีดศักยภาพของสมาชิกเพลงนั้น ๆ ออกมาได้อย่างลงตัว มีพลัง และทำให้เรามองเห็นความสามารถที่น้อยครั้งจะได้ชมอย่างเป็นทางการของสมาชิกหลาย ๆ คนที่ไม่เคยได้โอกาส ขอบคุณที่ทุ่มเทเต็มที่กับงาน ขอจงภูมิใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในคอนเสิร์ตเพราะมันคือความทรงจำที่ดีอย่างมากของผู้ชมจำนวนหนึ่งพันที่นั่งในวันนี้

อนึ่ง เป็นบุญตามากที่ได้ชมเพลง(ก่อน)ฤดูใหม่ที่แสดงโดย BNK48 รุ่นที่ 1 ซัทจังในตำแหน่งเซ็นเตอร์เต้นสุดแรงมากจนไมค์หลุดกระเด็น!

โปรดิวเซอร์ ปู๊ปดิวซ์ (ปูเป้+โปรดิวเซอร์) อนุญาตแกมบังคับให้ถ่ายคลิปเพลงปิดท้ายคอนเสิร์ต “หมื่นเส้นทาง” ผู้เขียนจึงอัปโหลด และนำมาฝากสำหรับคนที่พลาดไม่ได้ไปดูในงานแสดงสดจ้า

Nattakorn

กาย — ผู้ก่อตั้ง Charcoal, เจ้าของนามปากกา Shh!gar ที่มีความหมายแฝงลึกซึ้งมากกว่าแค่ก้อนน้ำตาล