The Cave หนังที่ทำให้ระบบราชการไทยดูแย่ นายกไทยดูโง่

คำเตือน: บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญในภาพยนตร์ The Cave – นางนอน

ต้องขอบคุณผู้ว่าฯ ที่ระเบิดอารมณ์ใส่ผู้กำกับหนัง The Cave ในวันงานเปิดตัว เพราะไม่อย่างนั้นผู้เขียนคงไม่ตัดสินใจไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้ “หนังที่ทำให้ระบบราชการไทยดูแย่ นายกไทยดูโง่” สมคำร่ำลือสื่อนักวิจารณ์หลายสำนัก และนี่คือบทความรีวิวหนังที่ฝูงชนผู้มักตราหน้าว่าคนอื่นชังชาติอาจไม่พอใจ

ความยากของภาพยนตร์เรื่องนี้คือมันสร้างมาจากเหตุการณ์จริงที่เพิ่งผ่านมาประมาณ 1 ปี และเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ดังนั้นแทบทุกคนรู้รายละเอียดที่เกิดขึ้นดี และนี่คือเหตุผลหลักที่ผู้เขียนตัดสินใจไม่ไปดู แต่ต้องเปลี่ยนใจเพราะเกิดสงสัยว่าอะไรทำผู้ว่าฯ โกรธทีมสร้างหนังถึงขนาดระงับอารมณ์ไม่อยู่ทั้งที่ได้เสพหนังจากตัวอย่างไปแค่ราวสามนาที

เสี้ยวแรกตีแผ่ความเทอะทะของระบบราชการ ที่เหลือแตะประเด็นไปเรื่อยไม่สุดสักทาง

ภาพยนตร์เดินเรื่องไวเหมือนไม่สนใจว่ามีใครไม่เคยอ่านข่าวหรือไม่ แค่สองสามนาทีเด็กเดินไปติดถ้ำแล้วผู้คนก็หลั่งไหลมาวุ่นกับภารกิจช่วยเหลือทันที แทบไม่มีการถ่ายทอดมุมมองความรู้สึกนึกคิดของผู้ประสบภัยให้เห็น ไม่มีใครรู้ว่าทำไมต้องเข้าไปในถ้ำ มีเพียงคำพูดของโค้ชตอนเริ่มหนังว่า “ป่ะ ไป(ติด)ถ้ำกัน!” แล้วก็ติดถ้ำยาวยันช่วยออกมาได้ยังไม่ทันมีบทพูดหนังก็จบ (ถ้าไม่นับฉากบ่นหิวกับฉากบ่นว่าอยากกลับบ้านอะนะ)

หนังถ่ายทอด(ขยี้)วัฒนธรรมไทยในด้านไม่ค่อยดีหลายอย่างทั้งความยุ่งยากของระบบราชการ มุกขอใบอนุญาต กีดกันต่างชาติ ปิดกั้นข้อมูล และพวกฉกฉวยโอกาสทำมาหากินกับความเชื่อแบบไร้กาลเทศะ ซึ่งทำออกมาได้สมจริงแสบสันขำขันปนหน้าชาไปในขณะเดียวกัน “เชี่ย แม่ง!” คือคำอุทานจากผู้ชมเบาะข้าง ๆ ซึ่งทำให้ผู้เขียนมั่นใจว่าไม่ได้รู้สึกชื่นชอบฉากเหล่านี้อยู่คนเดียว และมันเป็นเสี้ยวที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้แล้วล่ะ

เรื่องราวส่วนที่เหลือของภาพยนตร์ถูกถ่ายทอดในมุมที่ค่อนข้างแคบ หมายถึงมุมกล้องแคบ ๆ ในถ้ำ และรวมถึงมุมมองแคบ ๆ ที่แทบจะเพ่งไปที่ภารกิจของนักดำน้ำต่างชาติเพียงเท่านั้น จนให้ความรู้สึกว่าหนังขาดความครบถ้วนอย่างมาก เพราะนอกจากช่วงเริ่มต้นและตอนสดุดีการสูญเสียจ่าแซมแล้ว(ซึ่งทำได้ค่อนข้างดี) เจ้าหน้าที่ไทยก็แทบไม่มีบทบาทอะไรในเรื่องอีกเลย นอกจากนี้หนังยังพยายามแตะและยัดประเด็นต่าง ๆ เข้ามาอย่างไม่พอดิบพอดีจนไม่มีอะไรน่าจดจำ แม้แต่ใครเป็นใครในเรื่องผู้เขียนยังจำแทบไม่ได้ ฉากตื่นเต้นทำได้เพียงเกือบจะใจเต้น ฉากซาบซึ้งทำได้เพียง อ่อ เมื่อกี้ตั้งใจให้ซึ้งรึเปล่านะ ก็เท่านั้น

คนที่ควรขอบคุณผู้ว่าฯ ซึ่งระเบิดอารมณ์ในวันนั้นจึงหมายถึงผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะการตอบโต้กันดุเดือดของผู้ว่าฯ และผู้กำกับทำให้มีคนส่วนหนึ่งอยากไปดูหนังมากขึ้น อย่างน้อยก็ผู้เขียนคนนึงที่ยอมควักเงิน 120 บาทเพื่อไปดู แต่ถึงกระนั้นเห็นติมากกว่าชม หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้แย่เสียจนดูไม่ได้ ถ้าให้คะแนนก็คงสักหกเต็มสิบ อย่างน้อยก็มีฉากที่ชื่นชอบตอนต้นตั้งฉากนึง เอ๊ะ ไม่สิ! เอาเข้าจริงฉากล้อเลียนนายกตอนเกือบท้าย ๆ ก็ตลกดี โดยเฉพาะมุก “วีซ่าขาดเหรอ แต่งงานกับสาวไทยสิ” เนี่ยขำก๊ากกันทั้งโรง ก็มันสมจริงทั้งหน้าตา ท่าทางและน้ำเสียงเลยนี่นะ!

อนึ่ง อยากให้ผู้ว่าฯ ได้ดูหนังก่อนวิจารณ์ เอาเข้าจริงส่วนดี ๆ ที่ส่งเสริมความสามัคคีตามที่ท่านอยากได้มันก็มีอยู่ในหนังนะ แล้วตกลงท่านโกรธเพราะอะไรกันหว่า

Nattakorn

กาย — ผู้ก่อตั้ง Charcoal, เจ้าของนามปากกา Shh!gar ที่มีความหมายแฝงลึกซึ้งมากกว่าแค่ก้อนน้ำตาล