ไทบ้าน x BNK48

ไทบ้าน x BNK48 | ภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่องและความไม่แยแสคนดู

จากใจผู้บ่าวคนนี้ ถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง…ผมว่าเราต้องคุยกัน (น้ำเสียงจ๊อบซัง)

ทันทีที่ทราบข่าวการผนวกจักรวาลที่ต่างกันสุดขั้วระหว่างไอดอลเมืองกรุง BNK48 และภาพยนตร์ไทบ้านอีสานแท้ ๆ ที่ราวอยู่กันคนละโลก พูดคนละภาษา ต่างวัฒนธรรม โคจรมาสร้างเรื่อง(ราว)ร่วมกันในภาพยนตร์ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ ผู้เขียนกระหาย ใจเต้น แทบอยากจองตั๋วไปนั่งรอในโรงจนกว่าหนังจะเปิดฉายเสียเดี๋ยวนั้น! แต่นั่นมันเป็นความรู้สึกเมื่อต้นปีก่อน วันนี้ความทรงจำเหล่านั้นมันเลือนรางและ…แทบไม่อยากย้อนกลับไปนึกถึง

ข้อความที่จะปรากฏต่อไปในบทวิจารณ์ฉบับนี้กลั่นกรองออกมาจากใจที่แสนจุก จากแฟนคลับที่ดูไทบ้านทุกภาค ติดตาม BNK48 อย่างเหนียวแน่น คนที่แทบไม่คาดหวังแต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวัง ด้วยความสัตย์จริงผู้เขียนลำบากใจที่จะเขียนอะไรออกมา แต่มันจำเป็นต้องส่งสารบางอย่างเพื่อที่อนาคต กลุ่มคนที่เรารัก ผลงานที่เราชื่นชมจะไม่ผลิตซ้ำความไม่แยแสคนดูดังที่ทำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาอีก แม้ส่วนตัวจะชื่นชอบ BNK48 แต่ในเมื่อผลงานดังกล่าวมันออกมาในรูปแบบภาพยนตร์ ผู้เขียนก็ต้องวิจารณ์มันในฐานะภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง

ไทบ้าน เดอะซีรีส์คือภาพยนตร์ที่เริ่มจากความฝันไร้เงินทุนจึงปลุกปั้นมันออกมาภายใต้งบจำกัด แต่ด้วยความสมจริง จริงใจ ตรงไปตรงมา และเสน่ห์จากความอีสานแท้ ๆ ที่หาดูได้ยากจากภาพยนตร์ตลาดเมืองไทย ทำให้ไทบ้านครองใจผู้ชมและสร้างรายได้ทั่วประเทศรวมสามภาคทะลุ 200 ล้านบาทไปอย่างสง่างาม ความสำเร็จนี้เปรียบเสมือนสสารที่ก่อกำเนิด “จักรวาลไทบ้าน” ซึ่งผู้สร้างวางแผนภาคต่อและภาคแยกที่มีเนื้อเรื่องทั้งหมดสัมพันธ์กันรวมกว่า 10 ภาคเป็นที่เรียบร้อย และหนึ่งในนั้นมีโปรเจคพิเศษซึ่งมาคั่นกลางอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดคือ “ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้” เปิดประตูต้อนรับสมาชิก BNK48 ทั้งสิ้นแปดคนได้แก่ ปูเป้, น้ำหนึ่ง, แก้ว, ไข่มุก, ตาหวาน, น้ำใส, โมบายล์ และเนย เข้าสู่จักรวาล โดยมีโครงเรื่องสั้น ๆ ว่าวง BNK48 ซึ่งอยู่ในช่วงขาลงต้องการปลุกกระแสจึงนำเสนอสิ่งใหม่เลือกทำเพลงอีสานเซ็นสัญญาจ้างก้อง ห้วยไร่มาเป็นโปรดิวเซอร์ และพาไอดอลทั้ง 8 คนไปฝึกร้องเพลงพร้อมซึมซับวัฒนธรรมอีสานไทบ้านแท้ ๆ ณ จังหวัดศรีสะเกษ ดินแดนต้นกำเนิดจักรวาลภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซีรีส์

ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์รับชมไทบ้านเดอะซีรีส์ทุกภาค แม้หนังจะขรุขระบ้างในบางองค์ประกอบ แต่เมื่อมองภาพรวมรอยถลอกเล็ก ๆ เหล่านั้นก็เหมือนโดนพลาสเตอร์แปะ แม้ไม่มิดแต่มันก็ยอมรับได้ว่าหนังเรื่องนี้มีของ มีเสน่ห์ และกำแพงภาษา(อีสาน) ไม่อาจขวางกั้นความเจ๋งของมันได้ แน่นอนว่าผมไม่ได้คิดไปเองคนเดียวเพราะไทบ้านภาคแรกถูกเสนอชื่อเข้าชิงสุพรรณหงส์ถึง 5 สาขาและคว้ารางวัลเพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยมกลับบ้านไปครองจึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่านอกจากหนังจะดี อีกประการหนึ่งคือเพลงจากค่าย “เซิ้ง” (ต้นสังกัดไทบ้าน) นั้นมีคุณภาพ

ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือการเลือกเพลง เพราะว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับเพลง ถ้าเพลงไปไม่ได้คือหนังจบเลยนะ ตอนนั้นเราเลือกเพลง เรากังวล เพราะว่าตอนทำไทบ้าน เรามีเพลงในสต็อกอยู่แล้ว เรารู้ว่าจะทำเพลงไหน แต่พอมี BNK48 เข้ามา เราต้องหาเพลงมา Sort ใหม่ แล้วเพลงนั้นต้องเป็นเพลงที่น้องทำได้ดี และอุ้มชู้หนังไปด้วย เพราะมันเป็นหนังเกี่ยวกับเพลงสุรศักดิ์ ป้องศร / ผู้กำกับภาพยนตร์

ในเรื่องเพลงผู้เขียนยังคงสรรเสริญความมาตรฐานสูงเพราะ “โดดดิด่ง” และ “จากใจผู้สาวคนนี้” เพลงประกอบภาพยนตร์ไทบ้าน X BNK48 ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม อีกทั้งสมาชิก BNK48 ยังร้องออกมาได้ลงตัวจนน่าตกใจทั้ง ๆ ที่ในกลุ่มแปดคนไม่มีใครเป็นลูกอีสานหรือพูดอีสานเป็นเลยสักคนเดียว

แต่ในเรื่องของหนังมันคือโลกตรงข้ามเพราะส่วนใหญ่ของเรื่องเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ขรุขระชนิดที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ทั้งด้านการแสดง การลำดับภาพ บท และการเล่าเรื่อง จนน่าสงสัยว่าโปรเจคนี้มันมีระยะเวลาการถ่ายทำน้อยเกินไปหรืออย่างไร ทำไมปล่อยตัวเต็มออกมาได้ไม่น่าประทับใจขนาดนี้ โดยทั้งเรื่องจะแบ่งซีกทีมแสดงออกเป็นฝั่งไทบ้านและ BNK48 ซึ่งฝั่งไทบ้านยังคงแสดงได้บ้าน ๆ สมจริงสมจังเช่นเคย แต่ฝั่ง BNK48 นั้นเต็มไปด้วยปัญหาและความไม่เป็นธรรมชาติ ทั้ง ๆ ที่บทให้แสดงเป็นตนเองแต่พวกเธอกลับดูไม่เป็นตัวของตัวเองเสียส่วนใหญ่ ใช่ มันยังมีอีกหลายจังหวะที่สมาชิกทั้งแปดเล่นออกมาได้ดี แต่ภาพยนตร์คือการลำดับภาพรวมกันทั้งหมดมันจึงเป็นการกระโดดไปกระโดดมา เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเหมือนคนดูจะเป็นไบโพลาร์ซะอย่างนั้น แถมบทที่เขียนออกมาดูท่าจะส่งให้ BNK48 กลายเป็นวงน่ารำคาญ ไม่มีมารยาทและไม่น่ารักเอาเสียเลยในช่วงแรก แต่จู่ ๆ ช่วงหลังก็น่ารักขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีจุดหักเหอะไรที่ทำให้รู้สึกเชื่อตามขนาดนั้น คล้ายกับหนังปักหมุดไว้แล้วว่านาทีนี้สถานการณ์มันต้องเปลี่ยนแล้วก็หักดิบทันทีโดยที่องค์ประกอบหนังมันไม่ส่ง

ผู้เขียนพอเข้าใจว่าทำไมการแสดงของ BNK48 ยังไม่ค่อยดีนักเพราะนี่คือการแสดงหนังครั้งแรกของหลายคน แม้บางคนจะมีประสบการณ์มาบ้างแต่ก็อยู่ในฐานะนักแสดงสมทบเท่านั้น แต่ที่ไม่เข้าใจคือทำไมถึงมีการ Workshop เพียงหนึ่งครั้งก่อนถ่ายทำ ถึงจะบอกให้แสดงเป็นตนเองแต่อย่างไรเมื่ออยู่หน้ากล้องมันคงไม่ง่ายนักที่ทุกคนจะเป็นตัวของตัวเองมันจึงอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังมีปัญหา

นอกจากนี้หนังยังพยายามเกลี่ยเวลาให้นักแสดงฝั่ง BNK48 แต่ละคนมากเกินไปจนมันดูฝืนและไม่จำเป็นต้องมีฉากนั้น ๆ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่มากเพราะยังมีอีกหลายฉากที่เลอะเทอะยิ่งกว่านี้และไม่จำเป็นยิ่งกว่านี้แต่ทั้งหมดนี่คือหนังเรื่องเดียวกันมันจึงทำให้ภาพรวมเละเทะยิ่งไปใหญ่ แต่ที่ผู้เขียนไม่อาจให้อภัยได้เลยคือเรื่องการตัดต่อและการเล่าเรื่องที่พังพินาศเพราะหลายฉากมีการพูดประโยคเดิมซ้ำเหมือนถ่ายไว้หลายเทคหลายมุมกล้องแต่พอถึงกระบวนการตัดต่อหนังดันเอาหลาย ๆ เทคจากไดอะล็อก(บทพูด) เดียวกันมาใส่ต่อกัน ซึ่งไม่รู้ว่าจงใจหรือคนตัดต่อเบลอแต่ผลลัพธ์มันออกมาแย่

การเล่าเรื่องแปลกจนดูไม่เข้าใจว่าเส้นเวลาของเรื่องตอนนี้มันปัจจุบัน อดีตหรืออนาคตเพราะมันกระโดดไปมา นี่ยังไม่นับการหักดิบของการเล่าเรื่องในฉากที่มืดทะเลาะกับจ่าลอดอีกนะ คือเมื่อนาทีที่แล้วทะเลาะกันปานจะตัดพี่ตัดน้องนาทีต่อมายืนยิ้มแซวกันสนุกเหมือนเดิม แม้นักแสดงไทบ้านจะเก่งแค่ไหน ก้องห้วยไร่ซึ่งเป็นตัวหลักอีกคนซึ่งแสดงดีมาก ๆ จะยอดเยี่ยมเท่าไหร่ หรือผู้เขียนจะชื่นชอบ BNK48 เพียงใด แต่เมื่อเอาทุกคน บท การตัดต่อ และการเล่าเรื่องมาผสมกันมันกลายเป็นวัตถุดิบที่เข้ากันไม่ได้ ไม่ลงตัวเลยสักนิดเดียว นอกจากนี้เพลงที่ผู้กำกับเคยบอกว่ามันจะเป็นองค์ประกอบหลัก เพราะนี่คือหนังเกี่ยวกับเพลง ผู้เขียนยังไม่เห็นว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับเพลงตรงไหน แม้โครงเรื่องจะเป็นการให้ไปฝึกทำเพลงอีสาน แต่ดูยังไง ๆ นี่ก็ไม่ใช่หนังที่บทจะเน้นเรื่องเพลง เอาเข้าจริงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนังเรื่องนี้ต้องการขายอะไร หรือใคร เพราะผู้เขียนที่เป็นทั้งแฟนไทบ้านและ BNK48 ยังไม่ปลื้มกับหนังเรื่องนี้เลย แต่ที่แน่ ๆ คือขายโออิชิเก่งมากและฉากไทอินของปูเป้กับจ่าลอดทำออกมาได้ฮา สนุกกว่าหนังทั้งเรื่องเสียอีก

ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ ในสายตาของผู้เขียนจึงเป็นโปรเจคหนังที่ล้มเหลว เปรียบเหมือนหนังที่ดูไม่พร้อม ไม่รู้จักและไม่รู้จะนำวัตถุดิบมาปรุงแต่งยังไงจึงดันทุรังทำไปให้มันเสร็จ จนสุดท้ายกลายเป็นเมนูฟิวชันที่ไม่อร่อย แถมเชฟคนเดิมที่ถนัดอาหารพื้นบ้านยังเบลอจนถึงขนาดพื้นฐานทำอย่างไรให้เนื้อไม่ไหม้เขายังเผลอทำมันจนเกรียมและกินได้บ้างไม่ได้บ้างอยู่เลย

REF

Nattakorn

กาย — ผู้ก่อตั้ง Charcoal, เจ้าของนามปากกา Shh!gar ที่มีความหมายแฝงลึกซึ้งมากกว่าแค่ก้อนน้ำตาล